วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เยื่อบุช่องปากอักเสบ (Stomatitis)


เยื่อบุช่องปากอักเสบ (Stomatitis)

          ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (Stomatitis) จะมีอาการเยื่อบุช่องปากบวมแดง มีแผลในช่องปาก ปวดที่แผล มีกลิ่นปาก น้ำลายออกมาก เคี้ยวและกลืนอาหารได้ลำบาก บางครั้งอาจพบปัญหาการหายใจลำบากเนื่องจากมีเสมหะอุดตันทางเดินหายใจ รวมทั้งอาจมีอาการเหงือกและลิ้นมีฝ้าขาวจากเชื้อรา สามารถแยกชนิดตามสาเหตุการเกิด ได้ดังนี้
1. Contact stomatitis คือการเกิดปฏิกิริยาไวเกินของเยื่อบุในปากต่อสารกระตุ้นที่สัมผัส สาเหตุที่พบบ่อยคือ ยาสีฟัน ยาอมบ้วนปาก ยาอมฆ่าเชื้อ ลิปสติก สารปรุงแต่งในอาหาร และหมากฝรั่ง อาจเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสระยะเวลาเพียงไม่กี่วันจนถึงปี
2. Ulcerative stomatitis หรือ Mucositis คือการเกิดแผลเปื่อยในช่องปาก อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างรับยา cytotoxic drug ได้แก่ยา Epirubicin(9-59%), doxorubicin(5-41%), Docetaxel(19-53%), Capecitabine(22-25%), Topotecan(18%), Paclitaxel(15%), Gemcitabine(10-14%), Methotrexate(>10%), Fluorouracil, Daunorubicin(>10%), Cyclophosphamide(>10%), Vinblastine(less common) และ Carboplatin(1%) นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากยาอื่นๆ เช่น NSAIDs, gold compound และ sulfasalazine แต่มักจะหายไปโดยเร็วเมื่อหยุดใช้ยา
3. การติดเชื้อ เชื้อที่เป็นสาเหตุคือ เชื้อไวรัส Herpes simplex และเชื้อรา Candida albican พบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่นโรคมะเร็งเม็ดเลือด หรือผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
4. Denture stomatitis พบได้ 24-60% ในผู้ที่ใส่ฟันปลอม อาการคือมีเลือดออกและบวมที่เยื้อเยื่อรองรับฐานฟันปลอม รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ปากแห้ง และการรับรสไม่ดี
การรักษา
-    ทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำเกลืออ่อนๆ หรือ sodium bicarbonate solution
-    ยาระงับปวดเฉพาะที่ (topical anesthetic) ได้แก่ 0.15% Benzydamine hydrochloride-Difflam หรือ 2% viscous
lidocain อมกลั้วปาก หรือ 5% Lignocaine ointment ทาบริเวณแผล หรือ Benzocaine lozenges ใช้อม
-    สเตียรอยด์แบบทาเฉพาะที่ (topical steroids) ได้แก่ 0.1% triamcinolone acetonide cream or ointment
ทาวันละ
3 ครั้ง หลังอาหาร
-    ยาต้านเชื้อไวรัสเฉพาะที่ (topical antiviral agents) ได้แก่ 5% Acyclovir ointment ทาแผลวันละ 5 ครั้ง
-    ยาต้านเชื้อราเฉพาะที่ (topical antifungal agents) ได้แก่ Nystatin oral suspension (100,000 U/ml) อมกลั้วปาก 2-5 ml นาน 2 นาที วันละ 4 ครั้ง แนะนำให้ใช้นาน 10-14 วัน
          เอกสารอ้างอิง
1.    Chisholm MA, Wells BG, Schwinghammer TL, Malonep PM, Kolesar JM, Rotschafer JC, et al. Pharmacotherapy principle & practice. United States of America: McGraw-Hill; 2008.
2.    Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug information handbook with international trade names index. 19th ed. Ohio: Lexi-comp; 2010-2011.
3.    ธิติมา  วัฒนวิจิตรกุล, นารัต เกษตรทัต, สมฤทัย ระติสุนทร, สาริณีย์ กฤติยานันต์, สิริพรรณ พัฒนาฤดี, สุธาทิพย์ พิชญไพบูลย์.
คู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข.
4.    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น [อินเทอร์เน็ต]. ประเทศไทย: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2010. Untitled document; [16 มิถุนายน 2530]; 2 หน้า.
ที่มา:
http://nu.kku.ac.th/site/250262/nursing2/nursing1.htm
5.    ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. แนวทางการรักษาโรคของเนื้อเยื่ออ่อนที่พบบ่อยในช่องปาก [อินเทอร์เน็ต]. ประเทศไทย: ทันตแพทยสภา;1998 [วันที่อ้างถึง 16 มิถุนายน 2554]. ที่มา: www.dentalcouncil.or.th/public_content/cpg/13.pdf

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

เวปบอร์ดเปิดให้บริการแล้ว

ขณะนี้ทางทีมฯได้จัดทำเวปบอร์ดขึ้นมาเพื่อให้สามารถติดต่อหรือสอบถามปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับยาเคมีบำบัด รวมทั้งการดูแล รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว
ท่านสามารถเข้าใช้บริการเวปบอร์ดได้ผ่านทางลิงก์ด้านขวามือนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี


       องค์การอนามัยโลกร่วมกับสหภาพต่อต้านมะเร็งระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer day) เพื่อกระตุ้นเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนได้ตระหนักถึงการป้องกัน มะเร็งตั้งแต่วันนี้ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก
  ประวัติความเป็นมา 
              International Union Against Cancer (UICC) ได้ริเริ่มแคมเปญมะเร็งโลกในปี 2005 เพื่อตอบสนองต่อกฎบัตรของกรุงปารีสของ 2000 กฎบัตรของปารีสเลือก 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งโลก ตั้งแต่ปี 2006 มีการประสานงาน UICC World Cancer Day กิจกรรม, การสนับสนุนจากสมาชิกคู่ค้าขององค์การอนามัยโลก, International Atomic Energy Agency, และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ แคมเปญเน้นว่า 40% ของโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้
  • จัดให้มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดบุหรี่สำหรับเด็ก
  • จะใช้งานร่างกายกินสมดุลอาหารสุขภาพและหลีกเลี่ยงโรคอ้วน
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวัคซีนสำหรับที่เกี่ยวกับไวรัสตับและมะเร็งปากมดลูก
  • หลีกเลี่ยงการไปตากแดด
จาก 2008-2011, แต่ละปีจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่แตกต่างกัน :
  • 2008 --  ให้เด็กและเยาวชนสภาพแวดล้อมที่ปลอดบุหรี่
  • 2009 -- ส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่สมดุลพลังงานบนพื้นฐานของอาหารสุขภาพและการออกกำลังกาย
  • 2010 -- เรียนรู้เกี่ยวกับวัคซีนจากไวรัสที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (เช่นวัคซีน HPV)
  • 2011 -- สอนเด็กและเยาวชนเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสียูวีโดยเป็น"ดวงอาทิตย์สมาร์ท"

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

คำถามสำหรับ chemo noticias ฉบับที่ 2/2554

1. Endoxan stock  ไว้ที่ห้องยาในกี่ขวด
2. จงบอกวิธีรักษาพิษพาราวคอท มา 1 ข้อ
3. ความเข้มข้น Endoxan ที่เตรียม
4. จงบอกชื่อ web หน่วยผลิตยาปราศจากเชื้อ

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

จากใจ...ทีมงาน

ย่างเช้าเดือนที่ 2 ของปี 2554 แล้ว ทีมงานได้เผยแพร่ข่าวสารจากหน่วยเภสัชเคมีบำบัดคลินิกเล่มที่ 2 ซึ่งภายในประกอบด้วยบทความเรื่องของการใช้ยา Cyclophosphamide แก้ไขพิษจาก Paraquat และบทความที่เป็น Abstractจากการประชุมในงาน ASCO 2010 โดยลองประเดิมด้วยเรื่องของการประเมินสูตรการรักษาด้วยยาเคมีบำับัดในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมที่มี HER-2 positive ทีมงานอยากให้ผู้ที่สนใจได้ลองออ่าน หากมีข้อซักถามหรือข้อสงสัย จะโพสท์ถามในแสดงข้อคิดเห็นท้ายบทความก็ได้ และทางทีมงานจะได้เข้ามาตอบข้อสงสัยให้
จริงๆแล้วในบลอกของหน่วยฯมีส่วนที่เป็น Guestbook ซึ่งจัดทำเพื่อให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบล็อกของเรา ทางเราเองก็ต้องการที่จะทราบว่าผู้ที่เข้ามาเยี่ยมต้องการจะทราบเรื่องอะไรเพิ่มเติมขึ้นไปอีกทีมงานจะได้ค้นหาข้อมูลมาลงเผยแพร่ได้ ส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นกติกาของทางผู้ให้บริการบล็อกว่าผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ Blogspot.com ด้วย ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

Issue 2/2011



การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษพาราควอท (Paraquat)
              พาราควอทเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช (Herbicide) จัดอยู่ในกลุ่ม bipyridyl มีสมบัติ เป็นของเหลวสีน้ำเงินเข้ม มีรสเผ็ด, ขม และมีกลิ่นฉุน สลายตัวที่ 300  องศาเซลเซียส ไม่ระเหย ที่ความเข้มข้นสูงสามารถกัดกร่อนโลหะ, ดีบุก, สังกะสีและอะลูมิเนียมได้ ละลายได้ดีในน้ำ แต่ละลายได้น้อยในแอลกอฮอล์และไม่ละลายในตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์อื่น ๆ มีความคงทนดีในภาวะกรด หรือภาวะเป็นกลาง แต่จะสลายตัวได้ง่ายในภาวะด่าง ถูกทำลายให้เสื่อมฤทธิ์เมื่อถูกแสงอุลตร้าไวโอเล็ต, สารที่มีพื้นผิวเป็นประจุลบและดินเหนียว ชื่อการค้ามักลงท้ายด้วย Xone เช่น Gramoxone
กลไกการเป็นพิษ  
  กลไกที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบ แต่สมมติฐานที่เชื่อว่าจะเป็นไปได้คือ พาราควอทถูก reduce โดยอ็อกซิเจน เกิด Superoxide radical (O2) หลังจากนั้นโดยเอ็นซัยม์ Superoxide dismutaseจะทำให้Superoxide radical ทำปฏิกิริยากับน้ำเกิด H2O2(Hydrogen peroxide). Superoxide radical และ H2O2 จะออกฤทธิ์ไปทำลายผนังเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
อาการแสดง
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารพาราควอทเข้าไปในร่างกายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการอาเจียน เนื่องจากในปัจจุบันสารพาราควอทที่ขายตามท้องตลาดมียาทำให้อาเจียนผสมอยู่ด้วย เพื่อลดการเป็นพิษของสารนี้ เมื่อผู้ป่วยกินพาราควอทเข้มข้น จะมีอาการแสบร้อนในช่องปาก ทางเดินอาหารอักเสบ เนื่องจากฤทธิ์ในการกัดของพาราควอท คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ท้องร่วงซึ่งบางครั้งอาจมีเลือดปนออกมา กระสับกระส่าย เลือดกำเดาไหล หายใจขัด เบื่ออาหาร หัวใจเต้นเร็ว ผิวหนังคล้ำ ระบบหายใจล้มเหลว เซลล์ตับและไตถูกทำลายและตายในที่สุด
การรักษา    
การปฏิบัติในโรงพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ
1. ป้องกันการดูดซึมทางลำไส้
 
2. เร่งการขับถ่ายออกจากเลือด 
3. ป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยงดให้อ๊อกซิเจน
        ในปัจจุบันทางศูนย์พิษวิทยาแนะนำให้ใช้ regimen รักษาพิษจากพาราควอทดังนี้
1. Cyclophosphamide 5 mg/kg/day  ทางหลอดเลือดดำ แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง (เตรียมที่หน่วยผลิตยาปราศจากเชื้อ)
2. Dexamethasone 10 mg IV ทุก 8 ชั่วโมง
3. Vitamine C (500 mg/amp) 6 gm/day  ทางหลอดเลือดดำ
4. Vitamine E (400 IU/tab) 2 tabs วันละ4 ครั้ง
หน่วยผลิตยาปราศจากเชื้อกลุ่มงานเภสัชกรรมได้เตรียม Cyclophosphamide IV  ที่ความเข้มข้น 1 mg/ml ใน 0.9% NSS ปริมาตร 100 ml สำรองจ่ายไว้ที่ห้องจ่ายผู้ป่วยในหมายเลข 41 
วิธีเก็บรักษา : เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2–8 Co     เก็บไว้ได้นาน 1 เดือน
เอกสารอ้างอิง
1. สมิง เก่าเจริญ. ภาวะเป็นพิษจาก paraquat. ใน: สมิง เก่าเจริญ, บรรณาธิการ. หลักการวินิจฉัยและรักษาภาวะเป็นพิษ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์พิษวิทยา
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี;  เมษายา- มิถุนายน 2548:13(2). 17-19.
2. Trissel LA . Handbook on injectable drugs. 12 th ed. American society of health–system pharmacists. 2002:381-88.
ออกโดย หน่วยผลิตยาปราศจากเชื้อ (ชั้น 10  Tel. 4001, 4004)  กลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.สวรรค์ประชารักษ์


From ASCO Metting 2011
Phase II study of trastuzumab, docetaxel, and bevacizumab as first-line therapy in HER2-positive metastatic breast cancer.
Sub-category:
Category:Systemic Therapy
Session Type and Session Title:General Poster Session A
Abstract No:284
Author(s):B. Ramaswamy, S. Viswanathan, S. Carothers, L. Wei, R. M. Layman, E. Mrozek, S. Puhalla, R. R. Tubbs, C. L. Shapiro; The Ohio State University, Columbus, OH; James Cancer Institute and Solove Research Institute, Columbus, OH; The Ohio State University Medical Center, Columbus, OH; University of Pittsburgh Medical Center, Pittsburgh, PA; Cleveland Clinic, Cleveland, OH

Abstract:
Background:
ข้อมูลก่อนและหลังทางการแพทย์สนับสนุนในการรักษาโดยใช้  VEGF-targeted  ด้วยยา trastuzumab ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มียีน HER2  ดังนั้นทำศึกษาเพื่อดูความปลอดภัยและ progression free survival (PFS) ของยา trastuzumab (T), bevacizumab (B) และ docetaxel (D) เมื่อเทียบกับ first line ที่ใช้รักษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (MBC) ที่มียีน HER 2
Methods:
ผู้ป่วยที่คัดเข้าร่วมการศึกษา
1. ต้องเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มียีน HER 2
2. มีค่า ECOG performance status ≤ 2 และ  
3.  ไม่เคยได้รับยาเคมีบำบัดสำหรับ MBC มาก่อน , โดยผู้ป่วยจะได้รับยา T (6 mg/kg), B (15 mg/kg) และ D (เริ่มด้วย 100 mg/m2 , ตามด้วย 75 mg/m2)  ในวันที่ 1 (รอบละ 21 วัน) สำหรับ  6 cycles แล้วตามด้วยยา D  จนครบ และผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยยา T และ B อย่างเดียวเพื่อดูผลประโยชน์จากยา, ประเมินการตอบสนองทุก 3 cycles และทำการวัดการแพร่กระจายของมะเร็งและ endothelial cells (CTC/ CECs) ในวันที่ 1 และวันที่  22
Results :
สรุปท้ายสุดมีผู้ป่วยเข้าร่วมทั้งหมด 14 ราย  โดยมีผู้ป่วย  7 ราย(50%) ที่มี estrogen/progesterone  เป็น negative และ 13 ราย(93%) มีการแพร่กระจายเข้าไปสู่เส้นเลือด , การศึกษานี้มีค่าเฉลี่ยจำนวน cycles ของการรักษาอยู่ที่ 7  cycles ผู้ป่วย 7 ราย ให้ยาเคมีบำบัดแบบ combination และการรักษาแบบ biological alone จนครบสมบูรณ์  โดยผู้ป่วย 4 รายแรกได้รับ ยา  D ขนาด 100 mg/m2  และมีผู้ป่วย 2 ราย มีอาการเหนื่อยที่ระดับ 3 (Gr) ซึ่งการศึกษาได้ปรับลดขนาดยา D เป็น 75 mg/m2 , ความเป็นพิษที่ระดับ 3 และ 4 ทั้งหมด ซึ่งมี อาการเหนื่อย 36% และอาการคลื่นไส้ 14% , มีผู้ป่วย 1 รายที่มีอาการอื่นๆ อีก ท้องเสีย (diarrhea) , wound dehiscence, retinal edema, pulmonary embolism, neuropathy และ nephrotic syndrome และมีผู้ป่วย 2 ราย มีอาการที่ระดับ 2 (Gr) คือ hypertension, มีผู้ป่วยเพียงแค่หนึ่งรายที่มีความผิดปกติ (Gr2)ที่ left ventricular ejection fraction หลังจากให้ยาเคมี 3 cycles (จาก 57% เป็น 45%) , ค่าเฉลี่ย progression free survival (PFS) คือ 55.9 สัปดาห์ , มีผู้ป่วย 8 รายที่เป็น partial response (57%) และอีก 4 ราย stable disease (29%) สำหรับผู้ป่วยอีก 2 รายมีค่า SD  มากกว่า 12 เดือน   โดยเริ่มประเมินการแพร่กระจายของมะเร็งและ  endothelial cells (CTC/ CECs) หลังจาก cycle 1 จนครบกำหนด ถ้าผู้ป่วยสามารถทำนายการตอบสนองได้
Conclusions:
การรักษาแบบ combination สำหรับยา D , T และ B ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย และทนต่อยาได้ดี โดยเฉพาะ ระดับที่ 3 หรือ 4 ที่เป็นพิษต่อหัวใจ